KA-SHEN Board

::<[ศูนย์บัญชาการ KSN. ภารกิจพิชิตราชันย์]>::
 
เธšเน‰เธฒเธ™เธšเน‰เธฒเธ™  CalendarCalendar  เธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญเธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญ  เธ„เน‰เธ™เธซเธฒเธ„เน‰เธ™เธซเธฒ  เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)  เธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ  เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰  เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)  

Share | 
 

 จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ

Go down 
เธœเธนเน‰เธ•เธฑเน‰เธ‡เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก
xaviera
นักเรียนใหม่สุดแนว
นักเรียนใหม่สุดแนว
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 56
อายุ : 23
Localisation : ต่อให้อยากบอกคำนี้แค่ไหนเธอก็คงไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงไม่ให้อภัย แต่ก็อยากบอกว่า "ขอโทษนะ....เพื่อน"
Registration date : 16/08/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Wed Oct 03, 2007 1:47 pm

กระสือ

ผีชนิดนี้จะสิงเด็ดขาดในผู้หญิง กลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลกๆคล้ายคนป่วย แต่ตกกลางคืนดึกๆ วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุดออกจากร่าง ลอยออกไปล่าเหยื่อกินวัวควายและสัตว์เล็กๆประเภทกบเขียดแต่มักจะหลบคนและไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้ แบบสดๆ แต่กระสือบางตนที่ดุๆก็มักจะชอบอาละวาดกินเป็ดไก่เมื่อกินเสร็จก็จะไปเช็ดปากตามผ้าที่ตากไว้ตามบ้านต่างๆ และคนโบราณยังมีความเชื่อว่าถ้านำไปต้มจะรู้ว่าใครคือผีกระสือที่มาเช็ดปาก เมื่อนำผ้าไปต้มคนที่เป็นผีกระสือก็จะโผล่ออกมาเพราะเจ็บปาก ผีกระสือชอบกินอีกอย่างคือ อุจจาระ คนสมัยก่อนจะไม่มีส้วม แต่จะขุดเว็ดเอาเว็ดที่ว่านี้คือหลุมที่ใช้เป็นส้วมชั่วคราวสามารถขุดขึ้นมาใหม่ได้ชาวบ้านทนไม่ไหวต้องให้หมอผีมาปราบ แต่การปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคนๆนั้นแล้ว ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคนๆนั้นไปเลย กระสือนั้นจะชอบท้องไร่มืดๆที่จะหาอาหาร ลักษณะพิเศษอีกอย่างของกระสือคือจะมีดวงไฟวูบวาบอยู่ที่หัวใจ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนเคราะห์ร้าย เมื่อมองจากที่ไกลๆจะเห็นเป็นดวงไฟเขียวๆส่องแสงสลัวๆในความมืด ผีกระสือนั้นมีความรอบคอบพอดู เพราะเมื่อออกจากร่างไปหากิน เขาจะคาบผ้าห่มมาคลุมร่างไร้หัวของเขาไว้ก่อนไป ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรงๆก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่จนกว่าเขาจะกลับมาเข้าร่างเดิม

นอกจากนี้ ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทยด้วย ผีกระสือของมาเลย์มีชื่อเรียกว่า "ฮันตูปินังกาลัน"

มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพัก หัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงชู่วๆ ดังอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้นจึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า "ช่วยด้วย หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว" จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง หลังจากวันนั้น ครอบครัวนั้นก็ย้ายหนีไปจากที่นั่น และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

เป็นที่น่าสังเกตว่าแสงของผีกระสือในแต่ละที่จะแตกต่างกัน อย่างฮันตูปินังกาลันของมาเลย์ว่าเป็นแสงสีเหลือง แต่ของไทยเรากลับว่าเป็นแสงสีเขียว เป็นต้น

กระหัง

ตามความเชื่อพื้นบ้านมีลักษณะเป็นผีผู้ชาย ที่มีอุปนิสัยคล้ายกับกระสือ สามารถบินได้ โดยใช้กระด้งฝัดข้าวลักษณะคล้ายปีกโผบิน และนั่งบนสากตำข้าวควบคู่กัน

กองกอย

เป็นผีป่าชนิดหนึ่ง (ผีไพร) ลักษณะรูปร่างจะเป็นผีที่มีขาข้างเดียว มีปากเป็นท่อเหมือนแมลงวัน เวลาไปไหนมาไหนจะกระโดดไปด้วยขาข้างเดียว และส่งเสียงร้องว่า " กองกอย ๆ " อันเป็นที่มาของชื่อ เชื่อว่ามีหน้าตาคล้ายลิงหรือค่าง บ้างเรียกว่า ผีโป่ง หรือผีโบ่งขาม สันนิษฐานว่า ความเชื่อเรื่องผีโป่ง ก็คือ ค่างแก่ที่หน้าตาน่าเกลียดไม่สามารถขึ้นต้นไม้ได้ มีความเชื่อของคนบางกลุ่มว่า ถ้าได้ดื่มเลือดค่างจะทำให้ร่างกายคงกระพันเป็นอมตะ เจ้าย่องตอดในวรรณคดีพระอภัยมณีเชื่อว่า ก็คือ ผีกองกอย นั่นเอง

เชื่อว่า ผีกองกอย จะดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของคนค้างแรมในป่า วิธีการป้องกันคือ ให้นอนไขว้ขาหรือชิดเท้ากันทั้งสองข้าง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผีลักษณะแบบเดียวกับผีกองกอย มีความเชื่อกระจายทั่วไป ไม่เฉพาะในไทย ในมาเลเซียเชื่อว่า มีคนป่าเผ่าหนึ่งมีขาข้างเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า ที่จีนก็มีความเชื่อว่า มีปีศาจชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ตามภูเขา มีขาเดียว ตัวเล็ก แต่ผมยาว ตาโต หูแหลม มักขโมยอาหารหรือสิ่งของของคนเดินทาง เมื่อถึงวันตรุษก็มักเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้าน เชื่อว่านำมาซึ่งความอัปมงคล และใครจับต้องตัวมันจะเผชิญกับโชคร้ายหรือเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ แม้แต่ผีขาเดียว ที่ไปไหนมาไหนด้วยวิธีการกระโดด ของยุโรปก็มี

ภาคเหนือมีผีชนิดหนึ่ง เรียกว่า ผีโป๊กกะโหล้ง สันนิษฐานว่า เป็นผีโป่งชนิดหนึ่ง เพราะมีลักษณะคล้ายกันคือ มีขาเดียว วิ่งไวเหมือนลมพัด แต่ผีชนิดนี้มีความแปลกอยู่บ้างตรงที่ไม่เคยดูดเลือดคนที่เดินป่า แต่ชอบบังตาคนเล่น ผีชนิดนี้มีเสียงร้องประจำตัวคือ โป๊กๆๆ กะโหล้ง โป๊กๆๆๆ กะโหล้ง เป็นลักษณะประจำตัว นิสัยประจำตัวอีกอย่างของผีชนิดนี้คือ หากมีคนตะโกนเรียกกันในป่า มันจะเลียนเสียง ทำให้คนที่ตะโกนรับหลงทางเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนเฒ่าคนแก่ถึงได้ห้ามตะโกนในป่า เพราะผีโป๊กกะโหล้งจะเลียนเสียงทำให้หลงป่าได้.

นางตะเคียน
เป็นผีผู้หญิง สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียน

บริเวณผืนป่าที่ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ ก็คงเหมือนกับคนอยู่บ้านต้องออกมาปัดกวาดหน้าบ้านตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่วๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

เนื่องจากต้นตะเคียน มีผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่ การจะนำเอาต้นตะเคียนมาขุดเป็นเรือ (เรือสมัยก่อนใช้วิธีขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น) หรือนำไม้ตะเคียนมาสร้างบ้าน จำเป็นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตจากนางตะเคียนก่อน ทั้งนี้ เมื่อต้นตะเคียนที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นยานพาหนะ หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว นางตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงสถานะตามไปด้วย เช่น ถ้าเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะกลายเป็นแม่ย่านางเรือ เป็นต้น

นางตานี

เป็นผีผู้หญิง เช่นเดียวกับนางตะเคียน นางตานีจะสิงสถิตอยู่ในต้นกล้วยตานี และต้องเป็นกล้วยตานีตายพราย (ต้นกล้วยตานีที่ออกปลีแล้วตาย)

ปอบ

หรือผีปอบ เป็นผีจำพวกหนึ่ง ที่เล่าต่อๆ กันมาในตำนวนพื้นบ้านของไทย โดยเชื่อกันว่าเป็นผีที่กินของดิบๆ สดๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม โดยมีความเชื่อว่า คนที่จะกลายเป็นปอบนั้น มักจะเล่นคาถาอาคม หรือคุณไสย พอรักษาคาถาอาคมที่มีอยู่กับตัวไม่ได้ ของนั้นเลยแตก ไม่สามารถบังคับตนเองได้จนกลายเป็นปอบ ปอบไม่มีวันตายจนกว่าจะเจอทายาท

นอกจากนี้ คำว่า "ปอบ" ยังนำไปใช้เรียก คนที่กินจุมากด้วย เช่น กินจุอย่างกับปอบลง (เหมือนใครบ้างเอ่ย)

ผีกะ

เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายผีปอบ คือเข้าสิงในคน และชอบกินของสดของคาว

คนที่เลี้ยงผีกะ เป็นคนที่มีวิชาอาคม เล่นคุณเล่นของ ผีกะจะถูกเลี้ยงไว้ในหม้อดิน โดยมีผ้ายันต์สีขาวปิดปากหม้อไว้ โดยจะวางไว้บนเพดานบ้าน เจ้าของจะเซ่นผีกะด้วยไข่ดิบวันละฟอง

ผีกะ แต่เดิมคนที่เริ่มนำมาเผยแพร่ คือพวกลิเก หรือพวกนักดนตรี ที่แสดงการละเล่น เรียกว่าผีกะพระ-นาง ผีกะชนิดนี้มีลักษณะคล้ายวอกหรือค่าง ตัวเล็กๆสองตัว มักจะนั่งบนบ่าคนเลี้ยง ผีกะชนิดนี้มีคุณประโยชน์ตรงที่ หากใครเลี้ยงไว้ไม่ว่านักแสดงจะขี้เหร่แค่ไหน พอตกกลางคืนมันจะเลียหน้า ทำให้ยิ่งดึกยิ่งงดงาม การเลี้ยงผีกะจึงเป็นแฟชั่นของนักแสดงทางภาคเหนือในช่วงหนึ่งและเริ่มแพร่หลายสู่ภาคเหนือในจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งแยกเป็นหลายชนิด ผีกะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ หากใครเลี้ยงไม่ดี ปล่อยให้ผีกะอดๆอยากๆ มันก็จะทำให้เจ้าของกลายสภาพเป็นกึ่งคนกึ่งภูติ ชอบสิงสู่ชาวบ้านกินตับไตไส้พุง ต้องหาหมอผีมาไล่ออกไปเป็นประจำ ผีกะได้แตกสาขาออกเป็นหลายชนิด ดังต่อไปนี้

-ผีกะพระ-นาง ผีกะต้นฉบับดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามาจากที่ไหน แต่เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน เพื่อให้มันเรียกคนดูมาชม ทำให้คนดูหลงไหลในการแสดงของนักแสดงคนนั้นๆ แม้ว่ากลางวันจะขี้เหร่แค่ไหน แต่ตอนกลางคืนผีกะสามารถทำให้นักแสดงคนนั้นๆสวยหรือหล่อหยาดฟ้ามาดินได้

-ผีกะดง จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บอกว่าผีกะดงนี้ มีอยู่จริงในนิทานพื้นบ้าน ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ผีกะชนิดนี้มีความดุร้าย วิ่งไวดุจลมพัด มักออกหากินเป็นฝูงในยามพลบค่ำ แต่น้ำลายของผีกะชนิดนี้วิเศษมาก สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทำให้ร่างกายมีความคงกระพันชาตรี ดังมีเรื่องเล่าว่า มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง หลงรักลูกสาวของคหบดีในตัวเมือง แต่พ่อตาไม่ชอบเพราะว่าชายหนุ่มจน และจัดการให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ทราบเรื่องของเจ้าสาวดี จึงส่งคนมาทำร้ายคนรักของเจ้าสาว และหิ้วไปทิ้งในป่า ชายหนุ่มสะบักสะบอม เจ็บทั้งกายและใจ แต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ได้แต่ปลงต่อความตาย รอให้สัตว์ร้ายในป่ามากิน ประจวบกับเวลานั้น มีฝูงผีกะดงกำลังออกหากิน ลูกฝูงผีกะจับขาชายหนุ่มเพื่อลากไปเป็นอาหาร ชายหนุ่มนิ่งเงียบปลงต่อชีวิต หัวหน้าผีกะแปลกใจมาก จึงห้ามลูกฝูงและสอบถามเรื่องราว ชายหนุ่มเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด หัวหน้าผีกะเห็นใจ จึงบอกว่า หากชายหนุ่มยอมนับถือพวกตนเป็นผีประจำตระกูล จะช่วยให้ชายหนุ่มได้สมหวัง ชายหนุ่มตอบตกลง ผีกะจึงพากันรุมเลียตัวของชายหนุ่ม ด้วยอานุภาพน้ำลายบาดแผลจากการถูกทำร้ายหายสนิท ฝูงผีกะพาชายหนุ่มนั่งบนบ่า บุกบ้านแต่งงาน ลูกน้องของเจ้าบ่าวรุมทุบ รุมฟาดชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจทำร้ายชายหนุ่มได้แม้ปลายขน เพราะฝูงผีกะดงกำบังตาไว้ และถีบลูกน้องจนกระเด็นตกเรือนกันหมด พวกผีกะพาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวออกมาโดยสะดวก หัวหน้าผีกะให้ทองคำและสมบัติที่พวกตนเฝ้ารักษาไว้ ชายหนุ่มปฏิบัติตามคำสัญญาและนับถือผีกะเป็นผีประจำตระกูลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

-ผีกะอาคม การเรียนวิชาอาคมในสมัยโบราณ ครูจะหวงวิชามาก ดังนั้นก่อนการเรียนจะต้องมีการขึ้นครูก่อนเสมอเพื่อให้อาคมนั้นสามารถรักษาผู้เรียนได้ มีคนบางคนที่เรียนอาคมโดยไม่ได้ขึ้นครูก่อน จึงโดนคำสาปที่ครูสาปแช่งไว้ในปั๊บหรือตำรานั้นๆ ทำให้กลายเป็นผีกะ ผีกะชนิดนี้จะสิงสู่ในตัวผู้เรียนโดยไม่รู้ตัว แต่ยามค่ำคืนมันจะออกไปหาอาหาร โดยแปลงตัวให้เหมือนหน้าร่างกายที่มันสิงอยู่

-ผีกะตระกูล ผีกะอีกสายหนึ่งที่มีคุณอนันต์เช่นกัน ผีกะชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงแพร่หลายของชาวภาคเหนือ วิธีสังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะ ให้ดูนาของบ้านนั้นๆ ไม่ว่านานั้นจะอยู่ที่ดอนหรือที่ลุ่ม ไม่ว่าฝนจะแล้งหรือฝนจะขาด นาของบ้านที่เลี้ยงผีกะจะอุดมสมบูรณ์เสมอ ไม่มีแมลงมากวน ไม่มีโรคระบาด ผีกะชนิดนี้เลี้ยงดีมีคุณมาก ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะออกหากินสิงสู่ชาวบ้าน เมื่อโดนหมอผีไล่ มันก็จะประจานผู้เลี้ยงทำให้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน.

-ผีกะตายโหง คนบางคนเมื่อตายโหง จิตใจยังพะวกพะวนกับโลก จึงสิงสู่ในที่ๆตนตาย แต่เพราะความยึดถือในกายว่าตนยังไม่ตาย เมื่อไม่ได้กินอะไรนานๆเข้า มันหิวกระหาย จึงสิงสู่คนผู้มีจิตอ่อนแอทำให้กลายเป็นผีกะโดยไม่รู้ตัว ผีกะชนิดนี้มีอยู่จริงๆ จากเรื่องเล่าของแม่อุ้ยท่านหนึ่ง ว่า มีคนผู้หนึ่งชื่อ หนานเจต ทำนาที่ริมเขตเมืองเก่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย(ทางอำเภอเชียงของ) โดยไม่รู้ว่าที่ตรงนั้นเคยมีคนถูกควายขวิดตาย วิญญาณของคนผู้นั้นจึงสิงสู่หนานเจต พอค่ำลงที่ใกล้ๆหนานเจตนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งทำนาอยู่ หนานเจตเดินเข้ามาหาชาวบ้านคนนั้น ชาวบ้านถามว่ามีอะไร หนานเจตไม่ตอบแต่ดวงตาค่อยๆแดงก่ำและมีเขี้ยวงอกออกมา กระโจนเข้าหาชาวบ้านผู้นั้น ชาวบ้านคนนั้นวิ่งหนีลงมาจากระท่อมนาอย่างขวัญกระเจิง มาหาพ่อของย่าที่กำลังนอนอยู่ บอกให้ช่วยไล่ผีไปที พ่อของย่าจึงถือไม้ไผ่และสายสิญจน์เดินไปดู แต่หนานเจตกลับไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ยังคงนอนหลับอยู่ที่ห้าง ผีกะชนิดนี้จึงอาศัยร่างต้นเหมือนปรสิตวิญญาณ จะพาร่างกายออกหากินในยามเจ้าของหลับ

-นกเค้าผีกะ ผีกะชนิดนี้มีทูตเป็นนกเค้าแมว สังเกตได้ง่ายว่าหากจะมีผีกะมาเยือนหมู่บ้านไหน กลางคืนคืนนั้นจะมีนกเค้าแมวมาร้อง ทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูที่นกควรร้อง(ฤดูหนาว) รุ่งเช้าคนที่เข้ามาหมู่บ้าน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผีกะ

ผีฉมบ

คือ ผีของผู้หญิงที่ตายในป่า มักปรากฏตัวเป็นแสงหรือเงาวูบวาบให้เห็น แต่ไม่ปรากฏเป็นตัวตน และไม่ทำอันตรายต่อผู้คน

ผีตายทั้งกลม

คือเป็นผีไทยลักษณะหนึ่ง โดยผู้หญิงที่ตายขณะออกลูก เป็นการตายโหงอีกรูปแบบหนึ่ง นางนาค หรือแม่นาคพระโขนงก็เป็นผีตายทั้งกลมเช่นกัน ผีตายทั้งกลมจะสำแดงอาการหลอกหลอนคนในรูปแบบต่างๆ เช่น ถ้าใครเดินผ่านบ้านที่มีหญิงตายทั้งกลมในยามค่ำคืน จะได้ยินเสียงกลอ่มเด็กดังวังเวงมาจากในบ้านที่มีหญิงตายทั้งกลมนั้น หรือหนักหน่อยอาจจะมีคนเห็นเปลเด็กผูกอยู่บนคบไม้สูง โดยมีผีตายทั้งกลมนั่งกล่อมลูกอยู่ข้างล่าง ส่วนมือยืดยาวขึ้นไปบนคบไม้ ไกวเปลให้ลูก

คำว่าตายทั้งกลม สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า ตายทั้งกม ซึ่ง กม เป็นภาษาเขมร แปลว่า ทั้งหมด คือหมายถึงตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกนั่นเอง

ผีตายห่า

หรือ ผีห่า เป็นชื่อเรียกของคนที่ตายด้วยโรคห่า (อหิวาตกโรค) แต่ปัจจุบันคนมักนำมาพูดรวมกัน เป็นคำว่า ตายห่าตายโหง บางคนไม่เข้าใจเลยคิดว่าเป็นการตายแบบเดียวกันไป นอกจากนี้คำว่า ตายห่า ยังเป็นคำอุทานด้วย

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ มีโรคห่า ระบาดในเขตพระนคร ทำให้ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ศพของคนที่ตายมีมากกว่าที่วัดจะรองรับได้ คนจึงนำเอามาทิ้งไว้ตามลานวัดบ้าง แม่น้ำลำคลองบ้าง วิญญาณของคนที่ตายก็ไม่สงบ เพราะไม่ได้รับการทำพิธีศพที่ถูกต้องตามศาสนา เลยยังคงปรากฏกายให้ผู้คนได้พบเห็นกันอยู่ทั่วไป

ผีตายโหง
คือคนที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ยิงปืน (ใส่ตัวเอง) โดดน้ำ วิ่งหรือเดิน (ให้รถชน)ผูกคอตาย หรือตายทั้งกลมก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน

ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทำใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพปัจจุบันของตัวเอง เลยยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ

ผีตายโหงมักสิงสถิตอยู่กับที่ที่ตัวเองตาย (เช่น ผีเฝ้าถนน ตามโค้งร้อยศพ เป็นต้น) เมื่อมีคนมาตายแทนจึงจะไปผุดไปเกิดได้
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
xaviera
นักเรียนใหม่สุดแนว
นักเรียนใหม่สุดแนว
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 56
อายุ : 23
Localisation : ต่อให้อยากบอกคำนี้แค่ไหนเธอก็คงไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงไม่ให้อภัย แต่ก็อยากบอกว่า "ขอโทษนะ....เพื่อน"
Registration date : 16/08/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Wed Oct 03, 2007 1:48 pm

ต่อๆ ^^

ผีตาโบ๋

คือ ผีที่มีลักษณะเป็นหัวกะโหลก ไม่มีลูกตา หรือผลุบหายเข้าไปในเบ้าตา เคยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อน ซึ่งในขณะนั้น นำแสดงโดย พอเจตน์ แก่นเพชร และเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์

ผีทะเล

เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายในทะเล ผีทะเลปรากฏให้เห็นในหลายลักษณะ อาจจะมาเป็นรูปลักษณ์ของคนเดินลากปลาตัวใหญ่ขึ้นมาจากทะเลในตอนกลางคืนบ้าง (ถูกปลากินตาย) หรือขึ้นมาบนเรือในยามกลางคืนขณะที่ชาวประมงออกเรือหาปลาบ้าง ผีทะเลที่ขึ้นบนเรือนี้ มักจะมาในลักษณะเป็นดวงไฟสว่างอยู่บนเสากระโดงเรือ และชาวประมงเชื่อกันว่าถ้าผีทะเลได้ไต่ขึ้นเกาะบนเสากระโดงเรือแล้ว จะทำให้เรือลำนั้นอัปปางลง

ปรากฏการณ์ผีทะเลอย่างหลังนี้ ชาวตะวันตกเรียกว่า เปลวเพลิงแห่งเซนต์เอลโม (St. Elmo's Fire) เป็นปรากฏการณ์ที่ไฟฟ้าสถิตย์ในอากาศไหลลงสู่ที่ต่ำโดยผ่านวัตถุต่างๆ เช่นเสากระโดงเรือ มักจะเกิดในวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

นอกจากนี้ ผีทะเล ยังใช้เป็นคำด่าได้ด้วย แต่จะออกแนวน่ารักกุ๊กกิ๊กซะส่วนมาก อย่างเช่นผู้ชายที่ทำรุ่มร่ามกับผู้หญิง แต่ไม่ได้ล่วงเกินถึงขนาดเสียตัว อาจจะแค่หยอกเอิน ก็จะโดนด่าว่า "คนผีทะเล"
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
xaviera
นักเรียนใหม่สุดแนว
นักเรียนใหม่สุดแนว
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 56
อายุ : 23
Localisation : ต่อให้อยากบอกคำนี้แค่ไหนเธอก็คงไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงไม่ให้อภัย แต่ก็อยากบอกว่า "ขอโทษนะ....เพื่อน"
Registration date : 16/08/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Wed Oct 03, 2007 1:59 pm

ฮือ เผลอกดส่งไปซะงั้น ต่อค่ะ

ผีพราย

ส่วนใหญ่มีถิ่นที่อยู่อยู่ในน้ำมากกว่าบนบก พราย เชื่อกันว่าเป็นจิตวิญญาณชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กสุด (ลำดับของดวงจิตวิญญาณที่สามารถปรากฏให้รับรู้ได้ คือ พราย ภูติ ผี ปีศาจ)ส่วนใหญ่มักมีที่มาจากการหมักหมมของซากพืชหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆดวงจิตวิญญาณนี้มักแสดงตน(มีลักษณะเป็นดวงไฟเรืองแสง)เพื่อหาสถานะที่อยู่โดยเข้าทดแทนในบางส่วนของร่างมนุษย์ สัตว์ซึ่งถือว่าดีกว่าสถานะเดิม(สิงสู่)ด้วยการหลอกล่อให้ยอมรับ ลุ่มหลง

ผีพรายส่วนมากจึงมักปรากฏร่างเป็นผู้หญิง นางไม้ บางทีก็จัดเข้าพวกผีพรายได้เช่นกัน เช่น พรายตะเคียน พรายตานี เป็นต้น หรือแม้แต่ผีทะเล หรือผีน้ำ ก็จัดเป็นพรายด้วยเช่นกัน เช่น พรายทะเล พรายน้ำ แต่ว่าพรายน้ำที่เป็นฟองผุดๆ ขึ้นจากน้ำนั้น เป็นคนละอย่างกัน

นอกจากนี้ ในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ยังปรากฏผีพรายด้วย คือโหงพราย แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน คาดว่าน่าจะเป็นผีผู้ชายมากกว่า

ผีฟ้า

คือคำเรียก เทวดา ของชาวไทยในภาคเหนือ และภาคอีสาน เป็นการบูชาแบบพื้นบ้านที่มีการนับถือผีกัน

คนที่เป็นร่างทรงของผีฟ้าจะสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นในลูกๆ ที่เป็นผู้หญิง เมื่อมีคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านมักนำมาให้ผีฟ้าเสี่ยงทาย และช่วยรักษา ผีฟ้าจึงเป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ และการทรงเจ้าเข้าผีของสังคมดั้งเดิมของคนไทย

ผีหลังกลวง

เป็นผีตามความเชื่อของคนปักษ์ใต้ เชื่อว่ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนทั่วไป แต่ที่หลังมีลักษณะกลวงโบ๋ อาศัํยอยู่เป็นฝูง ๆ มักปรากฏเข้ามาพูดคุยหรือขอพักค้างแรมด้วยกับคนที่เข้ามาในป่า ในถิ่นของมัน

มีนิทานเล่าว่า มีผู้ชายคนหนึ่งได้เข้าไปพักค้างแรมในป่า และเจอกับผีหลังกลวง มาขอปลา วิธีการไล่ คือ เอาก้อนเส้า คือ หินที่ใช้ก่อกองไฟ ใส่เข้าไปในหลังที่กลวงของมัน

ผีหัวขาด

คือคนที่ตายโดยถูกฟันคอด้วยดาบ ในสมัยโบราณจะมีการประหารนักโทษโดยการใช้ดาบตัดคอ คนที่ถูกตัดคอจึงพลายเป็นผีหัวขาด อาจเกิดจากประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน ถูกรถชน ถูกกระจกบาดคอขาด หรือด้วยสาเหตุอื่นๆ

ผีหัวขาด เป็น ผีตายโหง ประเภทหนึ่ง
ในปี พ.ศ. 2545 มีการทำภาพยนตร์ในชื่อ ผีหัวขาด

ผีอำ

คือ คำเอ๋ยของคนที่คิดว่าถูกผีหลอกในขณะนอนครึ่งหลับครึ่งตื่น มีอาการที่รู้สึกแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือขยับตัวไม่ได้ในขณะนอน หรือนั่งเหมือนมีคนมานั่งทับบนตัว ว่ากันว่า เกิดจากการนั่ง หรือนอนผิดท่า ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ทำให้ขยับตัวไม่ได้

ทางแพทย์อธิบายว่าเกิดจากการ ที่สมองตื่นไม่พร้อมกันครับ

กล่าวคือ สมองเรานั้นมีบริเวณต่างๆ ที่ทำหน้าที่ต่างๆ บริเวณด้านหน้าจะทำหน้าที่สั่งให้เคลื่อนไหว ส่วนรับความรู้สึกนี่จะเป็นแกนกลาง กับด้านค่อนมาหลังหน่อย

เวลาเราตื่นนี่สมองจะมีกระแสไฟฟ้าเป็นตัวทำงาน เวลาเราหลับกระแสเหล่านี้ก็ลดลง (เข้าสู่ระยะพัก) ทีนี้เวลาตื่นถ้าบริเวณรับความรู้ตัวตื่น แต่บริเวณสั่งการเคลื่อนไหวบังไม่ตื่น ก็เป็นอาการผีอำ ถ้ารู้สติไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็หาย แต่ก็มี โรคบางโรคที่มีลักษณะเหมือนกันนี้เรียกว่า Lockin Syndrome ซึ่งพวกนี้น่าสงสาร จะรู้ตัวแต่ขยับอะไรไม่ได้ ได้แต่กลอกลูกตาไปมา

ผีโพง

เป็นผีประเภทเดียวกับผีกระสือ เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีโพงเกิดจากว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง

เมื่อจะออกหากิน ผีโพงจะออกไปในรูปลักษณ์รูปร่างหน้าตาเหมือนกับเจ้าของว่าน แต่จะมีดวงไฟเล็กๆ สว่างเรืองๆ อยู่ที่ปลายจมูก และหยดลงเป็นหยดๆ เหมือนหยดน้ำ ฝีโพงจะออกหากินตามหนองน้ำ หรือทุ่งนาหลังฝนตก อาหารของผีโพงคือกบ และเขียด ซึ่งผีโพงจะกินด้วยการจับมาดูดเอาเมือกกินทีละตัวๆ

โดยปกติ ผีโพงจะกลัวคน แต่ถ้าหากใครทำให้เจ็บใจ ผีโพงจะเอาคานของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้าน แล้วในทีสุด คนคนนั้นก็จะพบกับความพินาศวอดวาย

ผีไพร

เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าลึก ผีไพรมีหลายจำพวกด้วยกัน ผีไพรที่เด่นๆ เป็นที่รู้จักดี เช่น

ผีโป่งค่าง
หรือผีโป่ง มีรูปลักษณ์เป็นค่าง หรือเป็นลิง แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก มักอาศัยอยู่ตามโป่ง (พื้นที่ที่ดินมีแร่ธาตุเยอะ พวกสัตว์จะชอบมากินดินโป่งเพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้ร่างกาย พื้นที่ที่เป็นดินโป่งมักอยู่ตามริมลำธารที่มีน้ำไหลริน) เวลาที่มีคนไปเดินป่าแล้วค้างแรมในป่า ผีโป่งมักจะแอบเข้ามาดูดเลือดคนจากนิ้วหัวแม่โป้งเท้าขณะนอนหลับ

ผีจะกละ มีรูปลักษณ์เป็นแมว ผีจะกละจะเป็นแมวอาคม ที่พวกหมอผีชาวบ้านป่าผู้เจนอาคม ส่งให้ไปทำร้ายศัตรูของตนเอง

เสือสมิง เป็นเสือที่กินคนเข้าไปมากมาย จนมีวิญญาณผีตายโหงสิงสู่อยู่ วันดีคืนดีจะแปลงร่างมาหลอกลวงคนที่เดินทางในป่าเพื่อจับกินเป็นอาหาร มักจะมาในรูปแบบของคนบาดเจ็บ สาวชาวป่า หรือเป็นคนรู้จักมาตามให้กลับบ้าน วิธีแก้คือ โยนไม้ขีดไฟให้ลองจุดดู ถ้าไม่สามารถจุดไม้ขีดได้ แปลว่าเป็นเสือสมิง เพราะเสือสมิงไม่มีนิ้วแบบมนุษย์ มีแต่อุ้งเท้า และเสือสมิงมักจะซ่อนหางได้ไม่มิด อีกนัยหนึ่งคือผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้า แต่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ของเข้าตัว กลายเป็นเสือสมิงไป เสือสมิงพวกนี้จะเรียกว่า สมิงอาคม

ผีหิ้ง เป็นพิธีกรรมในการเรียกผีบรรพบุรุษของชาวชอง มีที่มาจากการเล่นเชิญผีของเด็กเลี้ยงควาย จนกลายเป็นพิธีกรรมสำคัญในการติดต่อกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นพิธีที่ทำให้ญาติพี่น้องได้มาพบปะกัน

การเตรียมพิธี
บ้านที่จัดให้มีการเชิญผีหิ้ง ต้องมีบริเวณเพียงพอให้ญาติๆ เข้ามารวมตัวกันได้ มีหิ้งแบบหิ้งพระสมัยโบราณ บนหิ้งมีขนมต้ม ขนมเทียน เหล้าและเนื้อสัตว์ต่างๆ แขวนรูปช้าง รูปม้าไว้ คนทรงผีต้องเป็นผู้หญิง ใช้ด้ายขาวที่โยงจากหิ้งเคียนรอบหัว ปักดอกไม้ไว้รอบ ทั้งนี้ ครูหมอผีจะเป็นคนเชิญผี โดยเชิญได้ปีละ 1 ครั้งๆละ 12 ผี เท่านั้น
การเชิญผี
ครูหมอผีร้องเพลงเชิญผี โดยมี โทน กรับ ฉิ่ง ตีเป็นจังหวะ เมื่อเชิญผีมาแล้ว คนทรงผีลุกขึ้นเต้นรำ กินอาหารที่อยู่บนหิ้งจนอิ่ม จากนั้นจะล้มตัวลงบนตักของครูหมอผีๆ จะเป่ากระหม่อมด้วยคาถาใช้ข้าวสารเสก คนทรงผีจะลุกขึ้น พูดคุยกับลูกหลานด้วยกิริยาเหมือนคนที่ถูกเชิญมาเมื่อยังมีชีวิต เมื่อพูดคุยกันพอแล้ว ผีตัวแรกออกไป ผีตัวอื่นเข้ามาจนครบ 12 ผี จึงสิ้นสุดการเชิญด้วยการร้องเพลงส่งผี
กำหนดการเชิญ
นิยมเชิญในช่วงกลางคืน ตั้งแต่เดือนห้าถึงเดือนหก โดยจะบอกญาติทั้งหมดให้มาร่วมงาน
ผีโรง
ต่างจากผีหิ้งคือ นิยมเชิญตอนกลางวัน ต้องตั้งโรงนอกบ้านบนพื้นดิน ของแขวนหน้าโรงเป็นเรือ หรือ เครื่องบิน รายละเอียดอื่นเหมือนการเชิญผีหิ้ง

เปรต

เป็นผีตามความเชื่อไทย มีรูปร่างสูงโย่งเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ตัวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล แต่มีปากเท่ารูเข็ม และเปรตจะหิวอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากกินอะไรไม่ได้ จึงชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญต่างๆ ซึ่งเมื่อสะสมบุญได้แล้วเกิดใหม่ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่

คำว่า เปรต แปลว่า ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว ผู้ตายไปแล้ว ในทางพุทธศาสนาหมายถึง สัตว์พวกหนึ่งที่ที่เกิดในเปตสิสัยซึ่งเป็นอบายภูมิ ๑ ใน ๔ ซึ่งมีหลายประเภท เช่นประเภทหนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต คือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ก็มักจะกินเลือดและหนองของตัวเองเป็นอาหาร โบราณมีความเชื่อที่ว่า ถ้าใครทำร้ายพ่อแม่ ชาติหน้าจะไปเกิดเป็นผีเปรต

การทำพลีกรรมแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือการทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตายว่า เปตพลี หรือ บุพเปตพลี

แม่นาคพระโขนง

เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีตายท้องกลมที่เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งของไทยเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีตัวตนอยู่จริง ปัจจุบันมี ศาลแม่นาค ตั้งอยู่ที่ วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

เรื่องเล่า
ขณะนั้น มีผัวหนุ่มเมียสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่กินด้วยกันที่ย่านพระโขนง ฝ่ายสามีชื่อนายมาก ส่วนภรรยาชื่อนางนาค ทั้งสองอยู่กินกันจนนางนาคตั้งครรภ์อ่อน ๆ นายมากก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องไปเป็นทหาร ซึ่งเป็นหมายเรียกชายฉกรรจ์จากทางหลวง นายมากจึงต้องไปเป็นทหารประจำการณ์ในบางกอก นางนาค รอนายมากกลับบ้านจนเวลาผ่านไปหลายเดือน นางนาคท้องก็โตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด แต่ขณะคลอด ลูกในท้องของนางนาคไม่ยอมกลับหัว เมื่อนางนาคไม่สามารถคลอดลูกได้ตามปกติ เด็กไม่ออก นางนาคจึงตายทั้งกลมพร้อมลูกในท้อง หลังจากนางนาคได้ตายไป ศพจึงถูกชาวบ้านนำไปฝังไว้ที่ป่าช้าวัดมหาบุศย์ จนวันหนึ่ง มีเด็ก ๆ ซุกซนไปเล่นแถวหลุมฝังศพทำเป็นผีหลอกหลอนกัน จนไปล่วงเกินหลุมศพของนางนาคเข้า กลายเป็นการปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง วิญญาณของนางนาคจึงออกมาสำแดงเดชให้เด็กๆ กลัว วิญญาณของนางนาคยังคงอาลัยอาวรณ์ถึงนายมากผู้เป็นผัว จึงกลายเป็นวิญญาณที่ไม่สงบ คอยเฝ้าวนเวียนรอผัวกลับบ้าน วิญญาณของนางนาคจึงสิงสู่อยู่ที่บ้านที่นางตายลง รอนายมากผู้เป็นผัวกลับมา

วันหนึ่ง นายมากกลับมาที่บ้าน ได้พบนางนาค และลูกก็ดีใจ นางนาค ด้วยความที่เกรงว่าผัวจะรู้ความจริง จึงคอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร นายมากก็เชื่อเมีย เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายไปแล้ว ขณะที่นางนาคตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนาคทำมะนาวตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือนเพื่อเก็บมะนาวที่อยู่ใต้ถุนบ้าน นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาค โดยการแอบเจาะตุ่มใส่น้ำให้รั่ว แล้วเอาดินอุดไว้ ตอนกลางคืนจึงทำทีเป็นไปปลดทุกข์เบา แล้วแอบเอาดินที่อุคตุ่มไว้ ให้น้ำไหลออกเหมือนคนปลดทุกข์เบา แล้วแอบหนีไป นางนาคเมื่อเห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าตัวเองโดนหลอกเข้าให้แล้ว จึงตามนายมากไปทันที นายมากเมื่อเห็นผีนางนาคตามมาจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในดงหนาด นางนาคไม่สามารถทำอะไรได้เพราะผีกลัวใบหนาด

นายมากหนีไปพึ่งพระที่วัด นางนาคไม่ลดละพยายาม ด้วยความที่เจ็บใจชาวบ้านที่คอยยุแยงตะแคงรั่วผัวตัวเองอีกประการหนึ่ง ทำให้นางนาคออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปทั้งบาง ซึ่งความเฮี้ยนของนางนาค ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ถูกฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่นั่นเอง ในที่สุด นางนาคก็ถูกหมอผีฝีมือดีจับใส่หม้อถ่วงน้ำ จึงสงบไปได้พักใหญ่ จนมีตายายคู่หนึ่งที่ไม่รู้เรื่อง เพิ่งโยกย้ายมาอยู่ใหม่ เกิดเก็บหม้อที่ถ่วงนางนาคได้ขณะทอดแหจับปลา นางนาคจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่สุดท้าย ก็ถูกสมเด็จพุฒาจารย์(โต)สยบลงไปได้ กะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนาค ถูกเคาะออกมาทำปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัดโบราณ) เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนาคสู่สุคติ หลังจากนั้น ปั้นเหน่งชิ้นนั้นก็ตกทอดไปยังเจ้าของอื่นๆ อีกหลายมือ ตำนานรักของนางนาค นับเป็นตำนานรักอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจผู้ฟังอย่างมิรู้คลาย กับความรักที่มั่นคงของนางนาคที่มีต่อสามี แม้แต่ความตายก็มิอาจพรากหัวใจรักของนางไปได้

เรื่องในประวัติศาสตร์
เอนก นาวิกมูล ผู้ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ไทยได้ค้นคว้าเอกสารร่วมสมัยเกี่ยวกับเรื่องแม่นาคพระโขนงนี้ พบว่า น่าจะเป็นมาจากเรื่องจริงของลูกสาวคณบดีผู้หนึ่งที่ตายลงขณะยังตั้งท้อง และครอบครัวทางฝ่ายหญิงก็เกรงว่าจะมีคนมาขุดสมบัติของครอบครัวตน จึงให้เด็ก ๆ ในบ้านแสร้งทำเป็นผีหลอกผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยการขว้างหินใส่เรือผู้ที่สัญจรไปมาในเวลากลางคืนบ้าง หรือทำวิธีต่าง ๆ นานา เพื่อให้คนเชื่อว่าผีของลูกสาวตนเฮี้ยน แต่ไม่พบหลักฐานว่าหญิงสาวผู้นี้ชื่อ นาค หรือไม่ และสามีของเธอจะชื่อ มาก หรือไม่

เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ปรากฏอยู่ทั่วไปตามความเชื่อของคนไทยร่วมสมัยและตราบจนปัจจุบัน เช่น เชื่อว่าชื่อสี่แยกมหานาค ที่เขตดุสิตในปัจจุบัน มาจากการที่แม่นาคอาละวาดขยายตัวให้ใหญ่ และล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ยังเคยเสด็จทอดพระเนตรด้วย หรือ เชื่อว่าพระรูปที่มาปราบแม่นาคได้นั้นคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นต้น อีกทั้งยังเชื่อว่า ท่านได้เจาะกะโหลกที่หน้าผากของแม่นาคทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาค และได้สร้างห้องเพื่อเก็บปั้นเหน่งชิ้นนี้ไว้ต่างหาก หรือแม้แต่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชก็ยังได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อสมัยเด็ก ๆ ท่านเคยเห็นสิ่งที่เชื่อว่าเป็นรอยเท้าแม่นาคบนขื่อเพดานวัดมหาบุศย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว

ถึงอย่างไร ความเชื่อเรื่องแม่นาคพระโขนง ก็ยังปรากฏอยู่ในความเชื่อของคนไทย ณ วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง ปัจจุบันนี้ มีศาลแม่นาคตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่สักการะ เคารพบูชาอย่างมากของบุคคลในและนอกพื้นที่ โดยบุคคลเหล่านี้จะเรียกแม่นาคด้วยความเคารพว่า " ย่านาค " บ้างก็เชื่อกันว่าแม่นาคได้ไปเกิดใหม่แล้ว

ในทางบันเทิง เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ในรอบหลายปี อีกทั้งยังสร้างเป็นละครหรือภาพยนตร์ตลกล้อเลียนก็เคยมาแล้ว โดยล่าสุดเป็นละครเวทีโอเปร่าอำนวยการแสดงโดย สมเถา สุจริตกุล ในปี พ.ศ. 2545

โขมด (ขะ-โหฺมด)

เป็นผีชนิดหนึ่ง มาจากภาษาเขมร "โขฺมจ" แปลว่าผีทั่วไป พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่าผีโขมดจัดอยู่ในพวกผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นดวงไฟลอยวูบวาบไปมาในเวลากลางคืน (เช่นจากนิยาย เพชรพระอุมา) พอเข้าไปใกล้ก็หายไป วิทยาศาสตร์อธิบายว่าเป็นแก๊สมีเทนที่เกิดจากซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพัง

++จบแล้วค่าไม่น่ากดผิดเลยเรา คราวหน้าอยากให้หาอะไรก็บอกได้นะคะจะพยายามหาดู ตอนนี้ขอตัวไปเล่ย eco ก่อนบายค่ะ++
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
SandalVitreous
Admin
Admin
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 405
Localisation : กำลังเก็บข้อมูลอยู่ในโลกอนาคต
Registration date : 20/01/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Wed Oct 03, 2007 3:00 pm

เยี่ยมมากเลยค่ะน้อง ให้คะแนนความอุตสาหะ >_<
ขอบคุณค่า

ฝีไทยในความคิดเจ้ บางตัวก็ดูตลก บางตัวก็ดูน่ากลัวใจเล่นเลยนะเนี่ย

_________________
-เรน...สูรย์...ภาณุ...อโณทัย-
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://sinsin.exteen.com
GOYOMI
ภารโรงหน้าขรึม
ภารโรงหน้าขรึม
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 564
อายุ : 22
Localisation : ในโลก
Registration date : 23/02/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Thu Oct 04, 2007 10:17 am

ดีงับ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
sinnerdarker
นักเรียนใหม่ไร้ฝีมือ
นักเรียนใหม่ไร้ฝีมือ
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 16
อายุ : 25
Registration date : 18/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Thu Oct 04, 2007 11:12 am

ผีไทยๆเนี่ย.ทั้งน่ากลัวทังน่าอาค่ะ=="
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
arachinea
ปีสองจอมซนปนทะเล้น
ปีสองจอมซนปนทะเล้น
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 135
อายุ : 24
Localisation : Magic flute the Mystery of the wind.
Registration date : 09/05/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Fri Oct 05, 2007 10:48 am

น่ากลัวรับ Hallowen ดีจริงๆจ้า ได้ความรู้ดี เเต่ง่ะ มันก็น่ากลัวอยูดีอ่างิงิงิ *~*
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
เหมันต์
หัวหน้าภารโรง
หัวหน้าภารโรง
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 1465
อายุ : 23
Localisation : อยู่ข้างเทอร์นี่งัย เห็นมั๊ยเอ่ย...
Registration date : 11/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Fri Oct 05, 2007 2:55 pm

น่ากลัวๆ
บรื๋ออออ~...
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://www.zheza.com/index.php?a=blog&b=entry&uid=64625&eid=7
RYUSAKii
ผู้คุมกฎแสนเยือกเย็น
ผู้คุมกฎแสนเยือกเย็น
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 803
อายุ : 25
Localisation : โซล โซไซตี้
Registration date : 23/01/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Fri Oct 05, 2007 8:14 pm

ปิดหูปิดตา...อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก...กลัวผี
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
GOYOMI
ภารโรงหน้าขรึม
ภารโรงหน้าขรึม
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 564
อายุ : 22
Localisation : ในโลก
Registration date : 23/02/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Sat Oct 06, 2007 11:01 am

เจ้าด่างกลัวผีด้วยแฮะ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
arachinea
ปีสองจอมซนปนทะเล้น
ปีสองจอมซนปนทะเล้น
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 135
อายุ : 24
Localisation : Magic flute the Mystery of the wind.
Registration date : 09/05/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Sat Oct 06, 2007 7:41 pm

ก้อ ไม่กัวหรอ งิ น่ากลัว
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
GOYOMI
ภารโรงหน้าขรึม
ภารโรงหน้าขรึม
avatar

เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 564
อายุ : 22
Localisation : ในโลก
Registration date : 23/02/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ   Tue Oct 09, 2007 2:57 pm

กลัวบางอัน (อ่านแต่ชื่อกะข้อมูลบางอัน)
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
 
จะถึงฮัลโลวีนแล้วมาฟังเรื่องผี(ไทย)กันดีกว่านะคะ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ 
เธซเธ™เน‰เธฒ 1 เธˆเธฒเธ 1

Permissions in this forum:เธ„เธธเธ“เน„เธกเนˆเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธžเธดเธกเธžเนŒเธ•เธญเธš
KA-SHEN Board :: KA-SHEN :: ป่าสวนอาหาร-
เน„เธ›เธ—เธตเนˆ: